X

AEON THAI MOBILE
AEON Thana Sinsap (Thailand) PLC FREE -On The App Store

Open

AEON Smart money

Catch up with our update information and provided tips to help you getting the maximize benefit from using of your credit card.

เงินเดือนไม่พอใช้ทุกเดือน? แจกวิธีวางแผนการเงินขั้นต้น ให้มีเงินเก็บ



เงินเดือนไม่พอใช้ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ บทความนี้ชวนคุณสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่าย พร้อมเทคนิควางแผนการเงินขั้นต้น ให้หมุนเงินคล่องและเริ่มมีเงินเก็บได้จริง

หัวข้อที่น่าสนใจ

เงินเดือนออกแต่ละครั้งเหมือนเป็นรางวัลใหญ่ที่รอคอย แต่ทำไมไม่กี่วันต่อมาความสุขกลับหายไปในพริบตาจนตกอยู่ในปัญหาเงินเดือนไม่พอใช้ ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับการหมุนเงินไม่ทันหรือเงินช็อต ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดเรื่องเงินจนบางคนถึงบ่นพึมพำกับตัวเองว่า  “เครียด ไม่มีเงิน ทำไงดี” ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่รายได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารเงินเดือนและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ขาดวินัย บทความนี้คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณเข้าใจต้นตอของปัญหาว่าทำไมเก็บเงินไม่อยู่ เพื่อให้มีเงินเหลือใช้และเริ่มต้นสร้างความมั่นคงในระยะยาว

Why-You-Can-not-Save-Money.jpg

เข้าใจต้นตอว่าทำไมเงินเดือนไม่พอใช้ แถมยังไม่มีเงินเก็บ

เมื่อเงินเข้าบัญชี หลายคนมักรีบใช้จ่ายแบบไม่ทันคิด ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์ กินอาหารหรูๆ หรือใช้เงินไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมจนกลายเป็นก้อนใหญ่จนเกิดปัญหา เก็บเงินไม่อยู่ ซึ่งทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ หรือเก็บเงินไม่อยู่มีด้วยกัน 2 ปัจจัย ดังนี้

พฤติกรรมที่ใช้เงินเกินตัวหรือผลาญเงิน

การซื้อของเพราะความอยากได้ชั่วคราวทำให้หลายคนตกอยู่ในสถานะการใช้เงินเกินตัว หรือผลาญเงิน ไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น เช่น ช้อปเสื้อผ้าออนไลน์ใหม่ทุกอาทิตย์ หรือกดสั่งแกดเจ็ตที่ไม่ได้ใช้จริง หากไม่รู้จักควบคุมนิสัยการใช้เงินจะทำให้เงินเดือนไม่พอใช้และยากต่อการเก็บออมในระยะยาว

ทำไมเงินเดือนสูงขึ้นแต่ไม่ได้รวยขึ้น

สิ่งนี้เรียกว่ากับดัก Lifestyle Inflation เมื่อเงินเดือนเพิ่ม หลายคนเผลอปรับไลฟ์สไตล์ให้สูงตาม เช่น เช่าคอนโดที่แพงขึ้น ซื้อรถใหม่ หรือซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ ผลคือแม้รายได้จะเพิ่ม แต่กลับเก็บเงินไม่อยู่  ดังนั้น ถ้าหากไม่ควบคุมให้ดีรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ช่วยให้ฐานะการเงินดีขึ้นเลย

How-to-Assess-Your-Financial-Health.jpg

3 เทคนิคจัดการการเงินตัวเอง ก่อนแก้ปัญหาเงินเดือนไม่พอใช้

ก่อนจะเริ่มแก้ไขเรื่องเงินเดือนไม่พอใช้ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องรู้จักสถานะทางการเงินของตัวเองให้ชัดเจนก่อน เพราะถ้าไม่รู้ว่าเงินไปไหนก็ยังจะเจอกับปัญหาเครียดเรื่องเงิน หรือเก็บเงินไม่อยู่อยู่ดี ดังนั้น คุณสามารถประเมินสถานะการเงินของตัวเองด้วย 3 เช็กลิสต์เหล่านี้

เช็กสุขภาพการเงินก่อนลงมือแก้ปัญหา

เริ่มจากดูรายได้ประจำ รายได้เสริม ภาระหนี้ และค่าใช้จ่ายหลักของแต่ละเดือน เพื่อให้เข้าใจ “โครงสร้างการเงิน” ของตัวเองว่ามีรายได้สุทธิเท่าไหร่ และภาระที่ต้องจ่ายจริงๆ มีกี่รายการ ขั้นนี้ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดทุกบาท แต่ให้เห็นภาพกว้างว่าเงินที่เหลือใช้ต่อเดือนอยู่ประมาณไหน

แยกประเภทเงิน : ค่าใช้จ่ายจำเป็น VS ค่าใช้จ่ายของที่อยากได้

ให้แบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ประเภท  เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะลดรายจ่ายส่วนไหน นี่คือหลักการพื้นฐานของการวางแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพ

  • ค่าใช้จ่ายจำเป็น (Needs) : ค่าที่ต้องจ่ายเพื่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานและหนี้สินที่ต้องชำระ เช่น ค่าเช่าบ้าน, ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าอาหารแต่ละเดือน, ค่าเดินทาง, ค่าเบี้ยประกันที่จำเป็น
  • ค่าใช้จ่ายของที่อยากได้ (Wants ): ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จำเป็นต่อการอยู่รอด แต่ช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิต เช่น ค่าช้อปปิ้ง, ค่ากาแฟในคาเฟ่, ค่าสังสรรค์, ค่าเดินทางท่องเที่ยว, ค่าสมาชิกฟิตเนส

การรู้ว่าอะไรคือ “ต้องมี” และอะไร “แค่ดีต่อใจ” จะช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญทางการเงินได้ง่ายขึ้น

จดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด

การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนอย่างจริงจัง จดบันทึกทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาและออกไป เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับอะไรบ้าง อาจแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าใช้จ่ายส่วนตัว วิธีนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นจุดอ่อนทางการเงินของตัวเอง แต่ยุคดิจิทัล การทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั้นง่ายขึ้น เพียงใช้ แอปจัดการการเงิน เช่น

  • Money Lover
  • Spendee
  • SET Happy Money
  • Metang

ซึ่งการบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นว่าค่าใช้จ่ายที่ควรลดจริงๆ มีอะไรบ้าง จะได้รู้ทันสุขภาพการเงินของตัวเอง

Tips-for-Managing-Your-Salary-to-Make-It-Last.jpg

3 ขั้นตอนในการวางแผนเงินขั้นต้นให้เหลือใช้

เมื่อเข้าใจพฤติกรรมและสถานะการเงินของตัวเองอย่างดีแล้ว ขั้นต่อไปคือการลงมือวางแผนการเงิน อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เงินเดือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เงินเดือนไม่พอใช้ หมุนเงินไม่ทัน เงินช็อต อีกต่อไป ซึ่ง 3 เทคนิคที่มนุษย์เงินเดือนอาจจะยังไม่รู้ คือ

กฎ 50/30/20 คืออะไร ใช้บริหารเงินเดือนได้จริงไหม?

กฎ 50/30/20 เป็นวิธีบริหารเงินที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการเริ่มต้นอย่างง่ายๆ และมีประสิทธิภาพ โดยหลักการคือการแบ่งเงินสุทธิ (เงินเดือนหลังหักภาษีและหนี้สิน) ออกเป็น 3 ส่วนหลัก

  • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (Needs): ส่วนนี้คือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าที่พัก ค่าน้ำ, ค่าไฟ ค่าอาหาร และค่าผ่อนชำระหนี้ หากสัดส่วนนี้สูงเกินไปจนกินเงินเดือนไปมากกว่า 50% อาจเป็นสัญญาณว่าคุณมีภาระคงที่ที่สูงเกินไป ควรพิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายในหมวดนี้ เช่น หาที่พักที่ราคาถูกลง หรือลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
  • 30% สำหรับสิ่งที่อยากได้ (Wants) : ส่วนนี้คืองบสำหรับความสุขส่วนตัวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว หรือการพักผ่อนหย่อนใจ การจัดสรรเงินส่วนนี้ช่วยให้คุณยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป
  • 20% สำหรับการออมและลงทุน : นี่คือหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระยะยาว การกันเงินส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ต้นเดือนจะทำให้คุณมีเงินเก็บอย่างต่อเนื่องและนำไปต่อยอดได้ในอนาคต

แต่ทั้งนี้ กฎ 50/30/20 เป็นการบริหารเงินที่ยืดหยุ่น คุณสามารถปรับสัดส่วนได้ตามสถานะการเงินและเป้าหมายส่วนตัว เช่น หากคุณมีหนี้สินจำนวนมาก อาจต้องลดสัดส่วนของ Wants เพื่อเพิ่มเงินสำหรับชำระหนี้ก่อน แล้วค่อยปรับกลับมาเมื่อการเงินเริ่มมั่นคงขึ้น เพื่อให้แผนการเงินเหมาะสมกับคุณที่สุด

เทคนิค "จ่ายให้ตัวเองก่อน" ก่อนจ่ายให้คนอื่น

หนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้กฎ 50/30/20 ได้ผลจริงคือหลักการ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” ทันทีที่เงินเดือนเข้าบัญชี ให้กันเงินส่วนที่จะออม 20% ตามสัดส่วนที่คุณตั้งไว้ ออกมาเก็บไว้ในบัญชีอื่นทันที ก่อนที่จะเริ่มใช้จ่ายใดๆ โดยวิธีนี้จะเปลี่ยนมุมมองการออมของคุณ จากการที่ต้อง "เหลือถึงค่อยเก็บ" ให้กลายเป็นการออมที่เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในทุกๆ เดือน

ซึ่งการตั้งระบบแบบนี้ช่วยสร้างวินัยทางการเงินโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณมีเงินเก็บอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อถึงปลายเดือนก็ไม่ต้องหนักใจ เครียด ไม่มีเงิน ต้องทำยังไงดี  เพราะคุณได้เตรียมเงินเก็บไว้แล้ว

ตั้งงบประมาณรายเดือน และไม่ยุ่งกับเงินเก็บ

หลังจากที่กันเงินออมไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดงบประมาณรายเดือนให้ชัดเจนในแต่ละหมวดหมู่ คือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น (50%) และสิ่งที่อยากได้ (30%)  เช่น ค่าอาหารไม่เกิน 5,000 บาท เมื่อใช้จ่ายจนครบงบที่ตั้งไว้แล้ว ควรหยุดทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เงินเกินตัวหรือผลาญเงินโดยใช่เหตุ

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้การควบคุมงบได้ผลคือการใช้บัญชีแยกประเภท เช่น โหลดแอปพลิเคชันตัวช่วยจัดการเงินเพื่อแยกกระเป๋าเงินตามจุดประสงค์ได้  และการทำแบบนี้จะทำให้คุณเห็นขอบเขตของเงินที่ใช้ได้ง่ายขึ้น และไม่เผลอนำเงินเก็บออกมาใช้ และแก้ปัญหาแก้เงินไม่อยู่ได้เป็นอย่างดี

Tip แนะนำ!

แต่หากคุณจัดการตามแผนทุกข้อแล้ว แต่ก็ยังมีเหตุฉุกเฉินที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ หรือซ่อมรถด่วนระหว่างเดือน การมองหาสินเชื่อส่วนบุคคลจากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล ดิจิทัล ยัวร์แคช* และ สินเชื่อส่วนบุคคล ดิจิทัล ยัวร์แคช เอ* อาจเป็นตัวช่วยเสริมสภาพคล่องชั่วคราวได้ แต่อย่าลืมคำนวณกำลังผ่อนชำระและใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันการสร้างภาระหนี้เกินความสามารถ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 22%-25% ต่อปี*

Ways-to-Boost-Your-Savings.jpg

 

เทคนิคเสริมช่วยให้คุณมีเงินเก็บมากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อคุณเริ่มควบคุมรายจ่ายพื้นฐานได้แล้ว ลำดับต่อไป ถ้าอยากมีเงินเก็บมากขึ้นกว่าเดิม ลองใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อเร่งให้เงินเก็บเติบโตเร็วขึ้น

ใช้บัญชีแยกเป้าหมาย

วิธีที่ช่วยให้เก็บเงินได้ตรงตามแผน คือเปิด บัญชีออมเงินแยกตามเป้าหมาย เช่น บัญชีสำหรับทริปท่องเที่ยว บัญชีซื้อของขวัญ หรือบัญชีสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน เมื่อเงินถูกแยกออกจากบัญชีหลักตั้งแต่แรก คุณจะเห็นชัดว่าแต่ละเป้าหมายเหลือเท่าไร และไม่เผลอนำเงินที่ตั้งใจเก็บไปใช้กับค่าใช้จ่ายอื่น ทำให้การออมเป็นระบบและบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น

ลดรายจ่ายประจำที่ถูกข้ามไป

ลองทบทวนค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายทุกเดือนและสามารถลดได้ เช่น แพ็กเกจโทรศัพท์มือถือราคาแพงเกินจำเป็น หรือค่าสมาชิกบริการต่างๆ ที่คุณแทบไม่ได้ใช้เลย การปรับลดรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยให้คุณมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตของคุณมากนัก

วางแผนการเงินล่วงหน้าให้พอดีกับไลฟ์สไตล์

อีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้บริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการ วางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า สำหรับสิ่งที่อยากทำ ไม่ว่าจะเป็นทริปท่องเที่ยว การซื้อของขวัญให้คนสำคัญ หรือการอัปเกรดอุปกรณ์ทำงานที่จำเป็น เพราะการกันเงินสำหรับกิจกรรมเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ต้นเดือนจะช่วยให้สนุกกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบกับเงินเก็บในส่วนอื่นๆ หรือต้องเครียดเรื่องเงินในภายหลัง

Fix-cash-flow-with-smart-budgeting.jpg

วางแผนดีแค่ไหน ถ้าไม่เริ่มลงมือทำก็ไม่มีประโยชน์

ถ้ารู้ทุกวิธีแก้ปัญหา “เงินเดือนไม่พอใช้” แต่ไม่เริ่มทำอะไรเลย ปัญหานี้ก็จะไม่หายไปไหน เพราะการบริหารเงินเดือนไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ต้องอาศัยวินัยและความสม่ำเสมอ กุญแจสำคัญคือการลงมือทำจริง เปลี่ยนจากแค่ "คิด" มาเป็น "ทำ" เพื่อให้แผนที่วางไว้เป็นจริง และทำให้อนาคตทางการเงินดีขึ้น  ดังนี้

  • เริ่มเล็กๆ แต่ทำได้จริง : อย่าเพิ่งพยายามออมเงินในจำนวนที่สูงเกินไปในทันที ลองเริ่มจากการเก็บเงินเพียง 5-10% ของรายรับก่อน เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยแล้วค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ การตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริงจะช่วยให้คุณมีกำลังใจและไม่ล้มเลิกกลางทาง
  • จดบันทึกและกลับมารีวิวเสมอ : เมื่อถึงสิ้นเดือนให้กลับมาทบทวนว่าคุณใช้จ่ายตามแผนหรือไม่ มีจุดไหนที่เกินงบ หรือจุดไหนที่ทำได้ดี การรีวิวการใช้เงินตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมองเห็นจุดอ่อนเพื่อพัฒนาให้สถานะการเงินของตัวเองให้ดีขึ้น
  • ปรับ Mindset และตั้งเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน : เปลี่ยนทัศนคติจากการใช้จ่ายให้หมดไป เป็นการลงทุนในอนาคตของตัวเองในทุก ๆ เดือน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้คุณอยากออมเงินมากขึ้น ลองตั้งเป้าหมายที่จับต้องได้ทั้ง ระยะสั้นอย่างเงินสำรองฉุกเฉิน ระยะกลางอย่างการซื้อรถหรือดาวน์บ้าน และระยะยาวอย่างเงินเกษียณ เป็นต้น

เงินเดือนไม่พอใช้ แก้ได้ด้วยการวางแผนตั้งแต่วันเงินเดือนออก

เงินเดือนไม่พอใช้ไม่ใช่เรื่องแก้ไม่ได้ แต่ต้องเริ่มจากปรับพฤติกรรมและบริหารรายรับรายจ่ายอย่างมีระบบ ตั้งแต่วันที่เงินเดือนเข้าบัญชี หากคุณรู้จักจัดสรรเงินตามเป้าหมาย เก็บก่อนใช้ และคุมงบรายเดือนให้อยู่หมัด ก็จะมีเงินเหลือใช้และพร้อมเก็บออมเพื่ออนาคต


Back to list

Other Tipis & Tricks